โรนัลโด้และยูโรหนสุดท้าย เมื่อต้องเอาใจ ‘ตำนาน’ จนบ้านพัง

โรนัลโด้และยูโรหนสุดท้าย เมื่อต้องเอาใจ ‘ตำนาน’ จนบ้านพัง

ปิดฉากลงอย่างเศร้าๆ สำหรับศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป (ยูโร) หนสุดท้ายของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซุปเปอร์สตาร์กัปตันทีมชาติ โปรตุเกส ภายหลังพ่ายให้ ฝรั่งเศส ในการดวลจุดโทษ 3-5 หลังเสมอในเวลา 120 นาที 3-5 ตกรอบก่อนรองชนะเลิศ ฟุตบอล ยูโร 2024 หวุดหวิด

โรนัลโด้เพิ่งให้สัมภาษณ์เมื่อไม่กี่วันก่อนว่า นี่จะเป็นยูโรครั้งสุดท้ายของเขา แม้จะยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเล่นให้ทีมชาติไปอีกนานเท่าใดก็ตาม

ยูโรหนนี้ ซุป’ตาร์วัย 39 ปี เป็นหนึ่งในนักเตะที่โดนวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด ในแง่ความเป็น “ประโยชน์” กับทีม

โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ กุนซือทีมชาติโปรตุเกส ส่งโรนัลโด้ลงสนามเกือบเต็มเวลาทุกนัด ยกเว้น 25 นาทีสุดท้ายเกมกับ จอร์เจีย แม้แต่ในเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มที่ทีมการันตีเข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่มแล้ว เขาก็ยังได้ลงสนามขณะที่แข้งตัวหลักบางคนได้พัก

สถิติการเล่นยูโรหนนี้ของโรนัลโด้ ลงสนาม 5 นัด รวม 486 นาที พยายามยิงประตู 29 ครั้ง ยิงไม่ได้เลย แอสซิสต์ 1 ครั้ง ผ่านบอลสำเร็จ 85.8 เปอร์เซ็นต์ ล้ำหน้า 8 ครั้ง เลี้ยงบอลผ่านคู่ต่อสู้ 7 ครั้ง และวิ่งทำระยะรวม 49.64 กิโลเมตร (เฉลี่ยนัดละ 9.4 กิโลเมตร)

หลายครั้งที่มาร์ติเนซโดนตั้งคำถามว่า ควรต้องให้โอกาสโรนัลโด้มากขนาดนี้หรือไม่ เพราะเหมือนเขาพยายามให้โรนัลโด้ใช้เวลาในยูโรหนสุดท้ายมากที่สุดเพื่อเขียนประวัติศาสตร์ของตัวเองกับสถิติต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น (เช่น ยิงประตูในบอลโลกและยูโรได้ทุกครั้ง หลังจากทำมาแล้วอย่างละ 5 สมัย) แต่ก็ไม่เกิด

โรนัลโด้ในวันนี้ไม่ใช่ยอดแข้งที่ใครต่อใครยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดตลอดกาลเหมือนสมัยก่อน ด้วยศักยภาพและสภาพร่างกายที่โรยราลงตามอายุ

ความพยายามยิงประตู 23 ครั้งของเขาตลอดทัวร์นาเมนต์นี้เป็นสถิติสูงที่สุดอันดับ 2 ตลอดกาลสำหรับนักเตะที่ยิงประตูไม่ได้ นับตั้งแต่นำระบบรอบแบ่งกลุ่มมาใช้เมื่อปี 1980 ขณะที่สถิติความคาดหวังประตูแต่ทำไม่ได้ 3.51 ของเขาเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1980 เช่นกัน

เรียกว่าถึงจะพยายามปั้นกันขนาดนั้น แต่ก็ยังทำไม่สำเร็จ จึงต้องถามว่าจำเป็นแค่ไหนที่จะให้เขาอยู่ในสนามต่อ?

ตอนที่โรนัลโด้ทำแอสซิสต์ครั้งแรกและครั้งเดียวในเกมชนะตุรกี 3-0 ในรอบแรก นักวิจารณ์หลายคนชื่นชมความใจกว้างของเขาที่เปิดบอลให้เพื่อนร่วมทีมทั้งที่ตัวเองก็มีโอกาสทำประตูเองได้ เป็นโรนัลโด้ในเวอร์ชั่นที่เป็นผู้ใหญ่และให้ความสำคัญกับทีมมากกว่าตัวเอง

ต่อมาในเกมกับสโลวีเนีย รอบ 16 ทีมสุดท้าย ซึ่งโรนัลโด้ซัดลูกโทษในช่วงต่อเวลาไม่เข้าจนเจ้าตัวถึงกับหลั่งน้ำตาให้เพื่อนๆ เข้ามาปลอบ ก่อนตั้งหลักใหม่รับหน้าที่ซัดประตูแรกเข้าไปในการดวลจุดโทษ นำไปสู่ชัยชนะ เสียงวิจารณ์ก็แตกออกเป็น 2 ประเด็น

บ้างก็ชื่นชมในความใจเด็ดของเขาที่ลืมความผิดพลาดก่อนหน้านั้นไม่กี่นาที กลับมานำทีมคว้าชัยชนะ ส่วนการร้องไห้ออกมาก็เป็นการแสดงด้านที่เป็นคนธรรมดาให้เห็น แม้ว่าจะเป็นคนเก่งหรือมั่นใจในตัวเองขนาดไหนก็ตาม ขณะที่อีกฝั่งมองว่าการที่เขาร้องไห้ในสนามต่อหน้าเพื่อนร่วมทีมซึ่งส่วนใหญ่เป็นรุ่นน้องนั้น เป็นการดึงความสนใจไปที่ตัวเอง และทำลายขวัญและกำลังใจเพื่อนๆ โดยไม่จำเป็น

ตัวมาร์ติเนซเองก็โดนวิจารณ์ไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะนอกจากจะไม่กล้าเปลี่ยนตัวหรือดร็อปโรนัลโด้แล้ว หลายครั้งที่นักวิจารณ์มองว่าเขาพยายามจัดทีมเพื่อเอื้อประโยชน์กับโรนัลโด้มากเกินไป เช่น ราฟาเอล เลเอา ในตำแหน่งปีกซ้าย ยังคงต้องยืนสูงในจังหวะที่เพื่อนร่วมทีมเล่นเกมรับ เพราะเกิดมีบอลหลุดขึ้นหน้ามา จะได้มีคนวิ่งไล่กวดได้ ส่วน บรูโน่ แฟร์นานเดส ทำหน้าที่เหมือนกองหน้าคนที่ 2 ขณะที่ แบร์นาร์โด้ ซิลวา กับ เชา กันเซโล่ ช่วยกันเปิดบอลจากฝั่งขวา

แผนการเหล่านี้ใช้ได้ผลในรอบแบ่งกลุ่ม แต่อาจจะไม่เสมอไป เนื่องจากข้อจำกัดของโรนัลโด้เรื่องการเคลื่อนที่เวลาที่ไม่มีบอล และโอกาสมากมายที่เขาทำเสียของ เช่น ในช่วงต่อเวลาพิเศษกับฝรั่งเศส จังหวะที่ ฟรานซิสโก้ คอนไซเซา กระชากบอลก่อนเปิดให้โรนัลโด้ทางเสาใกล้ ถ้าเป็นโรนัลโด้ในวัยหนุ่มคงซัดบอลเข้าไปเสียบมุมได้อย่างเยือกเย็น แต่มาวันนี้ เขายิงข้ามคานไปอย่างน่าเสียดาย หรือในจังหวะต่อมาที่เขาดวลกับ ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ กองหลังทีมตราไก่แบบตัวต่อตัว และโดนแย่งบอลอย่างง่ายดาย

แม้เวลาใกล้งวด มาร์ติเนซก็ไม่คิดเปลี่ยนแนวรุกคนอื่นลงไปสร้างความสดใหม่ในเกม อาทิ กอนซาโล่ รามอส, ดิโอโก้ โชต้า บางสื่ออย่าง อีเอสพีเอ็น ถึงกับตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ในเวลาที่รู้ว่าตัวเองไม่ไหว อยู่ต่อจะไม่เกิดประโยชน์กับทีม คีเลียง เอ็มบัปเป้ ยังส่งสัญญาณบอกสต๊าฟโค้ชฝรั่งเศสว่าขอเปลี่ยนตัว หรือมาร์ติเนซจะรอให้โรนัลโด้ส่งสัญญาณบอกเขาด้วยตัวเองก่อนจึงจะเปลี่ยนออก?

หรือบางทีมาร์ติเนซอาจจะคิดว่า เกมคงยืดเยื้อถึงฎีกา และต้องอาศัยโรนัลโด้ในการดวลจุดโทษ (ซึ่งเขาก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ครบถ้วนในจุดนี้) ก็เป็นได้

แน่นอนว่า โปรตุเกสไม่ได้ตกรอบในเวลา 120 นาที เพราะโรนัลโด้ เนื่องจากเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ ก็ผิดพลาดหรือไม่เด็ดขาดเองในหลายจังหวะ เพียงแต่หลายคนอดคิดไม่ได้ว่าถ้ามาร์ติเนซกล้าที่จะดร็อปเขาเหมือนอย่าง แฟร์นานโด ซานโต๊ส อดีตกุนซือทีมชาติโปรตุเกสในศึกฟุตบอลโลก 2022 สถานการณ์จะต่างออกไปหรือไม่?

และถึงโรนัลโด้จะไม่ใช่ต้นเหตุการตกรอบโดยตรง แต่หลายคนก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าไม่ต้องเอื้อประโยชน์กันขนาดนี้ ผลลัพธ์ที่ออกมาจะต่างออกไปหรือไม่

แม้แต่โมเมนต์สุดท้ายของเขาในยูโรก็ยังชวนให้คนตั้งคำถาม ดังที่ การ์เดียน สื่อใหญ่ของอังกฤษสรุปว่า ทันทีที่ฝรั่งเศสชนะดวลจุดโทษ นักเตะโปรตุเกสต่างวิ่งเข้าไปปลอบใจ เชา เฟลิกซ์ แข้งหนึ่งเดียวของทีมที่ยิงจุดโทษไม่เข้า ยกเว้นนักเตะเพียงคนเดียวที่ไม่ได้เดินเข้าไปหาเฟลิกซ์ แต่เลือกที่จะเดินไปอีกทาง จมจ่อมอยู่กับบรรยากาศเหงาๆ เศร้าๆ ตามลำพัง (โดยมีกล้องโทรทัศน์ตามติด)

…หนึ่งเดียวคนนั้นคือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โรนัลโด้และยูโรหนสุดท้าย เมื่อต้องเอาใจ ‘ตำนาน’ จนบ้านพัง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่

– Website : https://www.matichon.co.th

2024-07-07T02:43:15Z dg43tfdfdgfd